อินเทลเปิดตัวแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง

อินเทลเปิดตัวแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ขั้นสูงที่ล้ำหน้าที่สุด พร้อมเผยโปรเซสเซอร์ โซลูชันหน่วยความจำ การจัดเก็บข้อมูล และ FPGA ใหม่ๆ By @KBenZ -June 19, 2020Share on FacebookTweet on Twitter อินเทลเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 เสริมทัพฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท เพื่อให้ลูกค้าสามารถเร่งการพัฒนาและใช้งานเวิร์คโหลดปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และการวิเคราะห์ขั้นสูง (Analytics) ในสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่นในศูนย์ข้อมูล ระบบเครือข่าย และ Edge อัจฉริยะ โปรเซสเซอร์เพื่อการใช้งานเมนสตรีมสำหรับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชั่น 3 เป็นโปรเซสเซอร์ตัวแรกสุดของอุตสาหกรรมที่รองรับ bfloat16 ได้ในตัว ช่วยให้การอนุมานและการเรียนรู้ของ AI สามารถทำได้อย่างกว้างขวางขึ้นบน CPU อเนกประสงค์ เพื่อการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย เช่น การจำแนกรูปแบบภาพ โปรแกรมให้คำแนะนำ การรู้จำเสียงพูด และการสร้างโมเดลภาษา “ความสามารถในการปรับใช้…

Elon Musk โชว์เครื่องช่วยฝัง ‘สายนำข้อมูล’ ในสมองมนุษย์ ให้สามารถเชื่อมต่อกับคอมฯ ได้โดยตรง

Elon Musk โชว์เครื่องช่วยฝัง ‘สายนำข้อมูล’ ในสมองมนุษย์ ให้สามารถเชื่อมต่อกับคอมฯ ได้โดยตรง By @KBenZ ดูเหมือนอนาคตที่มนุษย์สามารถเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับคอมฯ มาถึงไวกว่าที่คิดแล้ว หลังจากทาง Elon Musk ได้โชว์ภาพเครื่องจักร์อัจฉริยะตัวหนึ่ง ที่มีลักษณะการทำงานคล้ายจักรเย็บผ้า แต่แทนที่จะฝังเส้นด้าย ก็กลายเป็นฝัง ‘สายนำข้อมูล’ ในสมองมนุษย์แทน ทำให้สามารถสั่งการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางความคิดได้เลย !! นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะช่วยมนุษย์ต่อกับคอมฯ ได้โดยตรง Neuralink เป็นอีกบริษัททื่ Elon Musk เจ้าของ Tesla กับ Space X ชื่อดัง ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน (2016) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยี ‘เชื่อมสมองคนเข้าคอมฯ’ โดยเฉพาะเลย ล่าสุดได้ขึ้นพรีเซนต์ โชว์ความก้าวหน้าของบริษัท โดยการเปิดตัวเครื่องช่วยฝังสายนำข้อมูลในสมองมนุษย์ พร้อมโชว์ประสิทธิภาพอันน่าทึ่งของมัน อย่างแรกเลย ตัวเครื่องจักรสามารถฝังสายนำข้อมูลทีมีความยืดหยุ่นสูง และมีขนาดเล็กมาก โดยมีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของเส้นผมเท่านั้น เส้นสายดังกล่าวจะถูกฝั่งลงในสมองมนุษย์ตรง ๆ เลย ในระหว่างการฝัง (ทดลองกับหนู) ตัวเครื่องจักรจะไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื้อ และสามารถหลีกเลี่ยงส่วนสำคัญอย่างเส้นเลือดหรือเส้นประสาทในสมองได้ด้วย เป็นผลพวงจากการใช้ AI เข้าช่วยเพื่มความแม่นยำตลอดการทำงาน หลังฝังเสร็จ…

แบไต๋เทคนิค! ทำไมสมาร์ทโฟนปัจจุบันถึงถ่ายภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอได้แจ่มนัก!

แบไต๋เทคนิค! ทำไมสมาร์ทโฟนปัจจุบันถึงถ่ายภาพบุคคลหน้าชัดหลังเบลอได้แจ่มนัก! จากแรกเริ่มที่ฟังก์ชั่นถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟน เป็นเพียงส่วนเสริมที่ถูกใส่เข้ามาจากผลพวงของกระแสโลกาภิวิวัฒน์ที่ไม่ได้มีคุณภาพสูสีกล้องถ่ายรูปสักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ฟังก์ชั่นดังกล่าวก็มีประสิทธิภาพมากพอจนกลายเป็นหนึ่งในจุดขายที่แบรนด์ต่างๆ นำมาใช้เป็นไม้เด็ดในผลิตภัณฑ์ของตน ทำให้ในปัจจุบัน ทุกแบรนด์ต่างก็มีมาตรฐานเริ่มต้นของกล้องที่ใกล้เคียงกัน วันนี้ทางแบไต๋ของเราเลยพอจะอธิบายถึง 3 เทคนิคที่ว่าทำไม “สมาร์ทโฟนทั้งหลายถึงถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอได้” ถ้าพร้อมตามไปลุยกันได้เลย 1. จำลองการรับภาพของมนุษย์ที่ออกมาในรูปแบบเลนส์คู่ กล้องทุกประเภทบนโลกเป็นการจำลองวิธีการรับภาพเหมือนสายตาของมนุษย์ที่รับภาพได้แบบ 3 มิติ โดยหากอธิบายแบบคร่าวๆ เมื่อเวลาที่เราใช้ตามองวัตถุที่มีระยะห่างกัน วัตถุที่อยู่ใกล้ดวงตามากที่สุดจะเห็นได้ชัดและคม ในขณะวัตถุใดที่ห่างจากสายตาเรามากที่สุดก็จะเห็นได้ว่าวัตถุนั้นมัวขุ่น ซึ่งหากเอามาเปรียบเทียบภาพที่เราได้จากกล้องมันก็คือภาพที่หน้าชัดหลังเบลอนั่นเอง แต่กระนั้น ขนาดของเซนเซอร์บนกล้องทุกประเภท ก็ไม่สามารถเทียบเคียงการมองเห็นของมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเซนเซอร์กล้องของสมาร์ทโฟนที่มีขนาดค่อนข้างจะเล็กแต่กลับมีมุมรับภาพที่กว้าง ทำให้ผลลัพธ์ของภาพถ่ายที่ออกมาจึงกลายเป็นภาพที่วัตถุทั้งหมดในรูปถูกโฟกัสหรือมีระยะห่างของความชัดตื้นที่ไม่มากนัก หลายแบรนด์ (Apple, Huawei, Vivo, Oppo ฯลฯ) จึงทำให้สมาร์ทโฟนสามารถถ่ายภาพได้สวยงามไม่น้อยหน้าไปกว่ากล้องโปร ด้วยการดัดแปลงการจำลองการรับภาพของมนุษย์ที่ออกมาในรูปแบบของเลนส์คู่ (แต่ปัจจุบันเห็นมีมากสุดตั้ง 4 เลนส์แล้วแน่ะ!) โดยสมาร์ทโฟนจะยังมีเซนเซอร์ขนาดเท่าเดิม แต่จะมีกล้องสองตัวที่ทำงานคนละส่วนและเลนส์ที่ใช้ระยะรับภาพแตกต่างกัน โดยกล้องตัวแรกจะใช้เลนส์ Wide ที่มีทางยาวโฟกัสต่ำที่จะจับความคมชัดของตัวแบบที่อยู่ข้างหน้าได้ดี ในขณะที่กล้องอีกตัวจะใช้เลนส์ Telephoto มีทางยาวโฟกัสไกลที่จะใช้ในการเก็บรายละเอียดของฉากหลังทั้งหลาย อาทิ แสงเงา, การละลายฉากหลัง ฯลฯ ซึ่งเมื่อได้ภาพจากทั้งสองกล้องเรียบร้อยก็จะถูกนำมาประมวลผลและรวมเป็นภาพเดียวกันผ่านซอฟต์แวร์ แต่ข้อเสียของเลนส์คู่เลย คือฉากหลังของภาพถ่ายประเภทบุคคลจะถูกละลายและเบลอในปริมาณสูงเนื่องจากเป็นการละลายฉากหลังที่เกิดขึ้นจากกล้องที่ใช้เลนส์ Telephoto นั่นเอง และหากเลนส์คู่ตัวหนึ่งเป็น telephoto มันก็ต้องใช้เลนส์ตัวนั้นในการถ่ายเพราะมันจะเบลอหลังได้เฉพาะส่วนที่ทับซ้อนกันของ 2 เลนส์ 2. เทคโนโลยี TrueDepth (อินฟาเรดเซนเซอร์)…

Facebook กำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์ ตรวจสอบ meme ที่น่ารังเกียจ

Facebook กำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์ ตรวจสอบ meme ที่น่ารังเกียจ Facebook เริ่มรับไม่ได้ที่แพลทฟอร์มของตนนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความเกลียดชังมากขึ้น โดยขัดต่อกฎหลักที่ตนต้องการ จึงมีการสร้างเครื่องมือมาตรวจจับการกระทำผิดเหล่านี้ มีม (meme) เป็นรูปแบบของ ความคิดทางวัฒนธรรม สัญลักษณ์ หรือการปฏิบัติ ที่สามารถส่งผ่านจากจิตใจคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ผ่านการเขียน การพูด ท่าทาง พิธีกรรม ภาพล้อเลียน และมีคำศัพท์ต่างๆในภาพที่มีความหมายเชิงตลก แต่นับวัน สัญลักษณ์หรือมีมเหล่านี้กำลังเพิ่มขึ้นจำนวนมาก มีมทีดีก็ดีไป แต่สำหรับมีมที่จงจงสร้างแรงเกลียดชังหรือสร้างความร้าวฉานแก่สังคม Facebook จำเป็นต้องลบออกไปให้เร็วที่สุด แต่ปัญหาคือมีมมันมีมากจน Facebook ไม่สามารถใช้มนุษย์แยกแยะได้ทั้งหมด ในโพสต์บล็อกวันนี้ Facebook อธิบายถึงระบบที่สร้างขึ้นมานั่นคือ Rosetta ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่ใช้การทำ Machine Learning เพื่อใช้ระบุข้อความในรูปภาพและวิดีโอ ที่นำมาอัพโหลดลงใน Facebook ที่แสดงถึงความเกลียดชังและสร้างความขัดแย้งในสังคม